Home > บทความจากเวป > สรุป Keynote งาน WWDC2011 – พิมพ์ไป ง่วงนอนไป (ตอนที่ 1)

สรุป Keynote งาน WWDC2011 – พิมพ์ไป ง่วงนอนไป (ตอนที่ 1)

เมื่อคืนของวันที่ 6 มิถุนายนในไทย เหล่าสาวกผลไม้คงได้ติดตามงานแถลงข่าว Apple Worldwide Developer Conference 2011 ที่เมือง San Fancisco ในระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของงานนี้จะเป็นการประชุมของเหล่านักพัฒนา Apple เพื่อดูแนวทางและเทคโนโลยีการพัฒนา application ต่่างๆ บน Apple (ลองอ่านดูได้ที่นี่ครับ WWDC)

แต่ถ้าใครติดตามมาพอสมควร จะพบว่าในงานของ Apple มักจะมีการเปิดตัวสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ใหม่, ระบบ, หรือแม้แต่บริการใหม่ๆ ซึ่งหลังๆมา Apple เน้นทางนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวยืนในการนำเสนอไม่ใช่ใครที่ไหน นำทีมโดย Steve Jobs เจ้าเก่า ที่ก่อนงานมีข่าวลือต่างๆ ออกมาเป็นเรื่องปกติของงาน Apple ไปซะแล้ว ไม่ว่าจะเป็น iPhone5 หรือ 4GS ที่จะมีออก รวมไปถึง Software, Services ต่างๆ อย่าง OS X Lion, iOS 5 และ iCloud

ลองมาดูสรุปรวม Keynote ของงานว่ามีอะไรถูกนำเสนอออกมาบ้างครับ ในรูปแบบข้อความที่ผมรวบรวมมาในหลายๆ ที่ รวมถึงที่ผมได้ชม Live Blog จากเวปต่างๆด้วยครับ ^_^

OS X Lion

  • ตอนนี้มีผู้ใช้งาน Mac มากกว่า 54 ล้านคนแล้ว
  • อัตราการเติบโตของผู้ใช้ Mac เพิ่มขึ้นถึง 28% ส่วน PC ติดลบ 1%
  • OS X Lion ตัวล่าสุดมาพร้อม features ใหม่ๆกว่า 250 อย่าง จะเปิดขายใน Mac App Store เท่านั้นในเดือนหน้า (กรกฎาคม) ด้วยราคา $29 (ผู้เขียน-ถูกกว่า Windows ของเล็กนิ่มซะอีก)
  • สำหรับ Lion developer preview เปิดให้นักพัฒนา download ไปใช้งานได้แล้วตอนนี้
  • โดยการ update Lion จะใช้พื้นที่ใน harddisk ประมาณ 4GB
  • หวด Lion ครั้งเดียวสามารถเอาไป update กับเครื่องที่ทำการ authorized Mac App Store ได้สูงสุด 5 เครื่อง
  • มี API ใหม่ที่สนับสนุน OS X Lion กว่า 3000 ตัว
  • เพิ่มการใช้งาน Multitouch gestures ซึ่งจะสามารถเลื่อนขึ้นลง, ซูมภาพด้วยการ tap หรือการใช้ 2 นิ้ว
  • บนหน้าจอจะไม่มี Scrollbar แสดงให้เห็น และจะขึ้นมาเฉพาะตอนที่เลื่อนหน้าจอเท่านั้น
  • Application จะแสดงผลเป็นแบบ full screen บน Lion, เปิดได้หลายๆหน้าพร้อมกัน และสามารถเปลี่ยนหน้าต่างโปรแกรมได้ด้วยการใช้การปัดด้วย 3 นิ้ว
  • มีระบบ Mission Control ที่ทำให้เราสามารถดูทุกอย่างที่เราเปิดได้ บนหน้าจอเดียว และยังแยกให้เราสามารถเลือกใช้งานได้ง่าย
  • Widget ยังคงมีอยู่อย่างเดิมแต่จะถูกแยกให้ไปใช้อีกหน้านึงเลย
  • สามารถใช้ 2 นิ้วซูม และ tab 2 ครั้งในการซูมดูภายใน Safari (ผู้เขียน-เหมือนบน iPad/iPhone)
  • Photobooth เพิ่ม animation เป็นนกบิน ในการจับการเคลื่อนไหวของคนในกล้อง
  • Mac App store จะถูกฝังอยู่ใน Lion ไปเลย และ In-app purchase จะมีให้ใช้ใน Lion Mac App Store เช่นเดียวกัน
  • ปัจจุบัน Mac App Store เป็นร้านขาย Software อันดับ 1 ไปแล้ว แซงหน้า Best Buy และ Walmart ไปแล้ว
  • และ Mac App Store จะแสดงหน้าจอ app ที่เราซื้อไปทั้งหมดใน List และเราสามารถ download ได้ใหม่โดยไม่ต้องเสียเงินอีกครั้ง
  • ต่อมา LaunchPad เป็นการยกหน้าจอเหมือนที่เราใช้งาน iPad/iPhone มาแปะไว้ใน Mac เลย
  • การเปลี่ยนแปลงบน Lion ครั้งนี้ทำให้เราเหมือนใช้งาน iOS บนเครื่อง Mac ไปโดยปริยาย
  • Resume (ไม่ใช่ รีซูเม่ สมัครงานนะครับ -_-“) เป็น feature ที่จะจดจำสถานะสุดท้ายก่อนเราปิดโปรแกรม โดยเมื่อเราเปิดมาใหม่ก็จะเริ่มทำ ณ จุดนั้นเลย (ผู้เขียน-แจ่มมาก)
  • ลืมการ Save ไปได้เลยด้วย feature auto-save ซึ่งจะใช้ได้ในทุกๆอย่างบน Lion (ผู้เขียน-แจ่มมากกก)
  • เราสามารถย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราทำไว้ก่อนหน้านี้ แบบไม่จำกัด version (version control)
  • ลักษณะการเก็บ auto save นั้นจะในรูปแบบ Time Machine ซึ่งเก็บส่วนที่มีความต่างของงานเท่านั้น ทำให้ไม่เปลือง resource ของเครื่อง ทั้ง space และ memory

  • AirDrop – คือการแชร์ไฟล์ผ่าน wifi แบบ peer-to-peer

  • ใน Airdrop นั้นจะมีหน้าจอแสดงคนที่กำลังเปิดใช้งาน AirDrop รอบตัวเรา โดยเราสามารถลาก-วาง file ในเครื่องที่ใช้ Lion และเปิด AirDrop ได้ทันที
  • AirDrop จะทำให้ลืมการใช้ Thumbdrive ไปเลย
  • ต่อมา Mail version ใหม่ – มาใน design ใหม่, ในรูปแบบมุมมอง multi-column ซึ่งจะเหมือนการใช้งานmail บน iPad
  • บน Mail จะมีตัวช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น อย่างระบบค้นหา Mail ด้วย intelligence search
  • การแสดง conversation ในเมลนั้นจะถูกซ่อนเอาไว้ใน CCs list ซึ่งเราสามารถเปิดขยายออกมาดูได้
  • และนี่แค่คือ features ที่เหลือ รอสอยได้เลยครับ Lion เดือนหน้า (ผู้เขียน-ผมโดนแน่นอนครับ)

ตัวต่อมา iOS 5

  • ปัจจุบันมี iOS device ถูกขายไปกว่า 200 ล้านเครื่องแล้ว (iPod Touch, iPhone, iPad)
  • iOS ครองตลาด mobile OS กว่า 44%
  • ด้วยเวลาเพียง 14 เดือน iPad ถูกขายไปทั้งหมด 25 ล้านเครื่อง
  • เพลงถูกขายผ่าน iTunes ไปมากกว่า 1,500 ล้านเพลง และ หนังสือถูก download ไปกว่า 130 ล้านเล่มผ่าน iBooks
  • ปัจจุบันมี app ทั้งหมดกว่า 425,000 apps ใน App Store โดยเป็น App สำหรับ iPad ถึง 90,000 apps
  • 1,400 ล้านครั้งคือจำนวนการ Download ที่เกิดขึ้นใน App Store ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 3 ปี
  • Apple จ่ายเงินให้กับนักพัฒนาที่พัฒนา app ขายบน App Store ไปกว่า 2,500 ล้านเหรียญ (ผู้เขียน-ที่เหลือ Apple รับเละจริงๆ)
  • iOS5  มาพร้อม 1500 APIs และมี feature ใหม่มากกว่า 200 features
  • ยกตัวอย่าง features เด็ดๆ มา 10 ตัว ครับ
  • อย่างแรก Notification Center – ลืมไปได้เลยสำหรับ popup notification ที่มารบกวนระหว่างที่เราใช้งาน
  • โดย Notification Center จะทำการแจ้งข้อความอยู่ทางด้านบนหน้าจอ ซึ่งจะแสดงผลไม่นาน โดย app ที่เราใช้งานอยู่ก็ยังสามารถเล่นได้ตามปกติ
  • สำหรับการดู Notification ทั้งหมด เราสามารถดูได้โดยการรูดแถบด้านบนลงล่าง ซึ่งจะแสดงทุกอย่างในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะเป็น miss call, app alert พวก Whatsapp หรือ update ต่างๆ เป็นต้น
  • เราสามารถลบ notification เพื่อไม่ให้รกหน้าจอ notification center ได้ด้วยการกดกากบาทด้านหลังหัวข้อได้ทันที
  • และในขณะที่หน้าจอ lock จะมี notification แสดงอยู่ด้วย และ เราสามารถเข้า App นั้นได้ผ่านการกดที่ notification ได้ทันที
  • ต่อมาเป็นแผงหนังสือครับ News Stands ลักษณะจะเหมือนกับ iBooks แต่จะมีเฉพาะนิตยสารและหนังสือพิมพ์เท่านั้น
  • มีสำนักพิมพ์ใหญ่ เตรียมกระซวกเงินเรา ไม่ว่าจะเป็น Time และ National Geographic (NG)
  • การบอกรับสมาชิกหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร app จะทำการ download มาให้อัตโนมัติและเก็บไว้ใน app News Stand ให้เลย
  • นี่คือหนังสือต่างๆ ที่จะเปิดให้บริการใน News Stand ครับ

  • ต่อมา Twitter ฝังใน iOS
  • ทุกวันนี้มีผู้ใช้งาน iOS ส่งข้อความ Tweet มากกว่า 1 พันล้าน Tweet ต่อสัปดาห์
  • โดยค่าที่เรา sign in จะถูกเก็บอยู่ใน settings ของเราเลย เป็นระบบ Single Sign-on (SSO)
  • โครงสร้างของ Twitter นั้นจะไม่ต่างจากที่ใช้อยู่ปัจจุบัน แต่จะมีการรวม photo and camera ซึ่งหมายถึงว่า เราสามารถเปิดรูปแล้วกดส่ง Tweet ขึ้นได้ทันที
  • นอกจากนั้น เราสามารถ tweet บทความที่เรากำลังอ่านผ่านหน้า safari หรือvideo ผ่านYouTube และสถานที่ที่เราอยู่บน map ได้ทันที

  • ต่อมาเป็น Browser คู่บุญอย่าง Safari
  • 2 ใน 3 ของผู้ใช้งานเวป เปิดผ่าน browser Safari
  • รอบนี้ เพิ่ม Safari Reading List ซึ่งทำงานคล้ายกับ instapaper ที่เป็นการรวบรวมเรื่องหลายๆ เรื่องไว้ในหน้าจอเดียว โดยเราสามารถส่ง link นั้นผ่าน mail ได้ทันที
  • และ Safari ก็มี Tab ให้ใช้งานแล้วใน iOS5 นี้
  • Reading List สามารถใช้งานได้ทั้ง iPad และ iPhone และสามารถทำ reading list เก็บไว้อ่านคราวหน้าได้รวมไปถึงการ sync กันหลายๆ เครื่องก็สามารถทำได้
  • ต่อมาเป็น app Reminders
  • เป็น app ไว้ช่วยเตือนความจำ ซึ่งจะยึดตาม location-based ที่เราอยู่และเวลาเป็นหลัก
  • มี checkbox when I arrive และ when I Leave เมื่อคุณต้องออกมาจากที่ที่นั้นแล้ว คุณจะได้รับการเตือนโดย Reminder ทันที

  • ต่อมาจะเป็นเรื่องกล้อง ซึ่งเปลี่ยนไปมากจริง
  • คราวนี้เราจะเข้า app Camera แบบง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยการกดปุ่ม home 2 ครั้งขณะที่อยู่บนหน้าจอ lock
  • และเราสามารถใช้ปุ่มเพิ่มเสียง เป็นปุ่ม shutter (ผู้เขียน-มีซะที)

  • ในหน้าจอจะมีเส้นเพื่อช่วยในการถ่ายรูป (สามารถเปิดปิดได้) และสามารถซูมได้ด้วยการลากนิ้ว
  • สามารถลอคการวัดแสง (Exposure)/โฟกัส (Focus) ด้วยการแตะค้าง
  • ที่เจ๋งมากๆ คือเพิ่มการตกแต่งรูป ไม่ว่าจะเป็นการ crop, หมุนรูป, แก้ตาแดง และการแต่งรูปด้วย 1 คลิก (auto-enhanced)
  • อันดับต่อมา iOS Mail
  • เพิ่มความสามารถในการทำตัวหนา, ตัวเอียง และขีดเส้นใต้ (เรียกว่า rich text formatting) , จัดตำแหน่งของข้อความ, ลาก URL, ใส่ flag ที่เมลว่าได้อ่านแล้ว (mail flagging)
  • สามารถลาก swipe เพื่อเปลี่ยนไปที่ inbox ได้อย่างง่ายได้

  • สำหรับ iOS5 บน iPad จะมี keyboard แบบแบ่งซีกเป็นแบบใหม่ ซึ่งจะจัดให้คนที่ต้องพิมพ์ด้วยการใช้นิ้วโป้งโดยเฉพาะ

  • มาถึงจุดที่ผมชอบที่สุดคือ PC Free (ไม่ได้เป็นการแจก PC ฟรีแน่ๆ)
  • เราสามารถ Sync กับ PC หรือ Mac โดยไม่ต้องเสียบสายแล้วต่อกับ iTunes อีกต่อไป
  • นอกจากจะ Sync แล้ว ยังรวมไปถึงการ update Software อีกด้วย เรียกว่า OTA Over The Air
  • เครื่อง iOS ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ โดยปกติแล้วต้องทำการเสียบสายเพื่อ Activate ด้วยการใช้ iTunes แต่ด้วย PC Free เราสามารถ activate เครื่องผ่าน OTA ด้วยตัวเองได้เลย
  • และการ update แบบ OTA นั้น จะมีประเภทในการ update ล่าสุดนั่นคือ Delta update ซึ่งเราจะได้ update เฉพาะส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ไม่ต้อง download software ทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน (ผู้เขียน-โดนใจมากกก)
  • ต่อมาเป็น Game Center ที่เพิ่มอะไรมากมาย…
  • โดยใน 9 เดือนที่เปิดตัวมา มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และแอบแขวะไมโครซอฟท์เบาๆ ว่า xbox เปิดใช้งาน xbox Live มา8ปี แต่กลับมีคนใช้งานเพียง 30 ล้านคน
  • Game center เพิ่ม add avatar, friend of friend, recommend friend (ผู้เขียน-อ่านไปอ่านมามันเหมือน facebook เลยนะ)
  • และที่จะน่าสนุกมากๆ คือ จะสนับสนุนเกมแบบ turn-based แข่งกับเพื่อนมันหยดกันก็คราวนี้ ^^
  • ตัวสุดท้ายที่ยกตัวอย่างมา นั่นคือ iMessage (ผู้เขียน-มันมาเพื่อฆ่า BBM Blackberry Messenger โดยเฉพาะ)
  • iMessage เป็นบริการรับส่งข้อความผ่านเครื่อง iOS
  • สามารถส่งได้แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น text, photo, video, contact และ group messaging
  • ข้อความนั้นส่งไปยังทุกเครื่องไม่ว่าเราจะหยิบ iPhone หรือ iPad ก็จะได้รับข้อความเหมือนกัน
  • iMessage มี feature ในการรับรู้ว่ามีการส่งข้อความไปแล้ว, ข้อความนั้นถูกอ่าน รวมไปถึงเราสามารถรู้ได้ว่าเพื่อนของคุณกำลังพิมพ์ข้อความส่งกลับมาอยู่ (ผู้เขียน-เหมือน Whatsapp, BBM งานเข้าทั้งคู่เลยคราวนี้)
  • iMessage ทำงานได้ทั้งบน 3G (ผู้เขียน-น่าจะรวมถึง Edge ด้วย) รวมถึง WiFi และทุกข้อความนั้นจะถูกเข้ารหัส
  • สำหรับ Notification ใช้หลักการเดียวกันกับ Notification Center
นี่คือ 10 features เด็ดครับ
  • นอกเหนือจากนั้น iOS5 จะทำการ backup ข้อมูลอัตโนมัติในทุกๆวัน
  • Multi gestures ก็ถูกยัดใส่ใน iOS5 ไปด้วย และเราสามารถเปลี่ยน app ด้วยการ swipe หน้าจอแบบง่ายๆ
และนี่คือ feature ที่ไม่ได้พูดถึงอีกเยอะ
  • ตอนนี้และใครหลายๆคนที่มี account developer คงได้ลองใช้ iOS5 กันแล้วนะครับ
  • ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป ต้องรอประมาณเดือนกันยายนนี้ ทาง Apple ถึงจะเปิดให้ได้ใช้งานกัน
  • และ iOS5 สามารถใช้ได้กับ iPhone 3GS , iPhone 4, iPad1, iPad2, iPod Touch gen 3rd และ 4th – 3G บ๊ายบาย~
ส่วนนี้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม สรุปความต่างระหว่าง iOS4 กับ iOS5 เทียบกับ function ต่อ function เลยครับ ช่วยให้อ่านง่ายขึ้นครับ

มาถึงตรงนี้จะเหลืออีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงคือ iCloud ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของการใช้งานของเราอีกครั้ง

ขอต่อเป็นตอนหน้าพร้อมกับมุมมองของผมที่มีต่อการเปิดตัวครั้งนี้นะครับ

ที่มา: thenextweb.com, engadget.com,  huffingtonpost.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: